ดวงแต่ละคนไม่เหมือนกันแต่ที่เหมือนกันคือการทำความดีในทุกศาสนาสอนให้ทำความดีและประพฤดีจงจะเป็นสุขนอนก็เป็นสุขทำความดีไว้เสมอนะครับ

Sreach
Custom Search

วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

อารมณ์

อารมณ์
            อารมณ์ของคนเราถ้าจะเปรียบก็เหมือนกับปรอทวัดอุณหภูมิ
อุณหภูมิรอบข้างร้อนปรอทก็จะสูงตาม ถ้าอุณหภูมิเย็นปรอทก็จะลง
อารมณ์ของคนเราก็เหมือนกับปรอทที่มีขึ้นและมีลงตามแต่จะมีอะไร
มากระทบ เมื่อชอบก็จะเป็นปรกติ แต่ถ้าไม่ชอบก็จะแสดงอาการ
ที่เข้าเรียกว่าโกรธหรือโมโหออกมา อารมณ์ร้อนมากก็จะโกรธมาก
            ที่จริงอารมณ์เป็นสิ่งที่ควบคุมได้ ถ้ารู้ว่าเรากำลังไม่สบอารมณ์
ก็ให้รีบพาตัวเองออกมาเสียจากสิ่งที่เราไม่อยากเห็นหือไม่อยากได้ยิน
อารมณ์จะมากหรือน้อยก็จะมีผลต่อตัวเราเองเป็นอันดับแรก เหตุเพราะ
เมื่อมีอารมณ์โกรธสีหน้าและท่าทางจะออกไปทางที่ไม่น่าดูและไม่มีใคร
อยากที่อยู่ใกล้
            ผู้มีอารมณ์อยู่เป็นนิจไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธหรือโมโหมักจะ
มีเพื่อนน้อยผิดกับผู้ที่มักมีอารมณ์ดีก็มักจะมีเพื่อนมากมีแต่คนที่อยาก
อยู่ใกล้ด้วยเสมอดังนั้นถ้าเราจะเกิดอารมณ์ก็ขอให้เป็นอารมณ์ดีเถิด

เพราะจะทำให้คนรอบข้างมีความสุขไปด้วย

วันจันทร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2557

การทักทาย

การทักทาย
            การทักทายในสมัยก่อน ก่อนปีที่มีการเปลี่ยนแปลงการ
ปกครองเมื่อ ๒๔๗๕ นั้นการทักทายยังไม่มีคำว่า สวัสดี ใช้กัน
แต่ก่อนถ้าจะทักทายก็เพียงพนมมือไหว้แล้วก็ถามว่า สบายดี
ไหม กินข้าวมาหรือยัง อะไรทำนองนี้ล่ะ แต่ที่เห็นหรือได้ยิน
จากคุณยาย(เสียแล้ว)ก็คือ เวลาเราไหว้หรือหมอบกราบนั้น
เค้าต้องไหว้ให้เสร็จหรือหมอบกราบให้เสร็จก่อนแล้วค่อย
พูดคำที่เราจะพูดออกมา
            ก็อย่างเช่นเมื่อเราไหว้หรือหมอบกราบเสร็จแล้วจึง
ค่อยพูดว่า กราบลาขอรับ กราบลาเจ้าคะ หรือทูลลามังคะ  อีกอย่างการ
ไหว้หรือการหมอบกราบก็ใช้ไม่เหมือนกัน อย่างเช่นการ
หมอบกราบต้องเป็นผู้ ที่เราเคารพบูชาอย่างสูงเช่น พระเจ้า
อยู่หัว หรือเจ้านาย หรือบิดามารดา หรือผู้ปกครองตน
 เป็นต้น ถ้าไหว้ก็จะเป็นไปในแบบไหว้พี่ไหว้น้อง หรือ คน
รู้จักมักคุ้น
            แต่ก่อนคำว่าสวัสดียังไม่มีใช้เวลาไหว้บ้างทีก็ยักมือ
ไหว้เสร็จแล้วพูดธุระกันเลย คำว่าสวัสดีถ้าจำไม่ผิดเพิ่งมีใช้
หรือใช้เป็นครั้งแรกก็สมัย จอมพล ป.(แปลก พิบูลย์สงคราม)
ในสมัยนี้เค้าบังคับให้เลิกเคี้ยวหมาก ออกจากบ้านก็ต้องใส่
หมวกกันทั้งหญิงทั้งชาย คนแต่ก่อนนั้นเก่งเพราะอะไร ๆ ก็
ดูเหมือนจะเปลี่ยนแบบกะทันหันไม่ได้ทันตั้งตัวนึกจะให้ทำ

อะไรก็ประกาศให้ทำทันที ผมล่ะนับถือจริง ๆ  

วันพุธที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2557

เจ้าชู้

ประตูศรีสุดาวงศ์
            เคยอ่านเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องไทย ๆ พอได้ไปสะดุด
กับคำว่าประตูดิน หรือที่สำนวนแต่ก่อนที่เรียกว่าพวก
“เจ้าชู้ประตูดิน” เรื่องของเรื่องก็เพราะในสมัยก่อนพวก
คุณหลวงหรือพวกท่านพระยาไม่ว่าจะมาทางสายไหน
ก็มักจะนำลูกที่เป็นหญิงเข้าไปถวายตัวกับสมเด็จท่าน
ที่ข้างในวังหรือที่เรียกกันว่า ฝ่ายใน
            ที่นำธิดาเข้าไปถวายตัวเป็นนางข้าหลวงก็เพื่อเป็น
การฝึกอบรมในงานอันจะเป็นไปเพื่อเป็นเกียรติและเพื่อให้
ธิดาของตนได้วิชาความรู้ในการงานต่างที่เป็นไปในส่วน
ของที่เรียกกันว่า สตรีชาววัง โดยว่าสตรีชาววังหรือนางข้า
หลวงนี้มักจะเก่งในเรื่องเย็บปักถักร้อย หรือแม้แต่เรื่องอาหาร
การกินอันเป็นสิ่งสำคัญในอันจะแสดงว่าเป็นผู้ที่มีกริยาแล
มีวิชาความรู้ที่หาผู้ใดเปรียบมิได้
            การนำธิดามาถวายตัวส่วนมากจะเป็นการถวายขาด
นั่นคือถวายให้เจ้านายท่านแล้วจักเรียกคืนไม่ได้และเมื่อเข้า
มาเป็นส่วนหนึ่งของฝ่ายในแล้วการจะพบปะพูดคุยกับผู้ชาย
ก็เลยทำได้ยากเพราะท่านห้ามมิให้ชายใดกร่ำกรายเข้าไปเป็นอัน
ขาดดังนั้นถ้าแม้ชายใดต้องตาต้องใจนางข้าหลวงคนไหนก็มัก
จะมาเมียง ๆ มอง ๆ อยู่แถว ๆ ประตูแลต้องรู้เวลาให้ดีอีกด้วย
แต่ก็นั่นแหละการเข้าออกของนางข้าหลวงก็ไม่แน่ก็เลยต้อง
หาเวลามาเฝ้ากันล่ะถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะแถว ๆ ประตูศรีสุดาวงศ์

ก็เลยกลายเป็นสำนวนที่เรียกว่า “เจ้าชู้ประตูดิน”นั่นแหละ