ดวงแต่ละคนไม่เหมือนกันแต่ที่เหมือนกันคือการทำความดีในทุกศาสนาสอนให้ทำความดีและประพฤดีจงจะเป็นสุขนอนก็เป็นสุขทำความดีไว้เสมอนะครับ

Sreach
Custom Search

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ยอดหญิง ยอดชาย

ยอดหญิง ยอดชาย
            คำว่ายอดหญิงแลยอดชาย ต่างจากความของคำว่า
วีรสตรีแลวีรบุรุษอยู่มาก กับคำว่าสุภาพสตรีหรือสุภาพบุรุษ
ก็ใช้กันไม่ได้แต่ต่างก็เป็นคำที่ดีเยี่ยมด้วยกันทั้งนั้น
            แต่ก่อนก็ไม่รู้ว่าแต่ละคำมีความหมายว่าอย่างไร แต่
คำว่า วีรสตรีกับวีรบุรุษ หรือ สภาพสตรีกับสุภาพบุรุษ ก็พอรู้
ว่าคืออย่างไร แต่คำว่ายอดหญิงแลยอดชายนั้น หาดูได้ยากมาก
หนังไทยมากทั้งที่สร้างด้วยการนำเรื่องต่างๆ เหล่านั้นมาแสดง
ให้ดูแต่หายากที่จะมีหนังไทยที่นำเสนอบทละครที่ให้ความหมาย
ดีมากสักเรื่องหนึ่ง นอกจากอิจฉา ริษยา จนออกนอกหน้า
แล้วก็ไม่ใคร่มีอะไรให้เก็บไปคิดเมื่อละครลาจอไป
            จนเมื่อได้ดูหนังหหรือละครเรื่อง ทวิภพ ถึงได้รู้ว่าคำว่า
คำว่ายอดชาย หรือ ยอดหญิง มีความเยี่ยงไร ถ้าใครไม่เคยลอง
ดูก็ให้ไปลองดูอีกสักครั้งหรือหลายครั้งก็ได้ จะเป็นในแบบของ
สิเรียม หรือ ในแบบของ แพนเค้ก ก็น่าดูทั้งนั้นละครสอนให้รู้
ว่าอะไรคือยอดของทั้งหญิงและชาย
            คำว่า ยอดหญิง ถ้าดูในเรื่องการนำเสนอไม่ยากเลย
แต่การแสดงออกนั้นบอกได้ว่าสมกับคำว่า ยอดหญิง เพราะคำนี้
ให้ความหมายที่ว่า หญิงใดที่ใครได้อยู่ใกล้ชิดแล้วมีความรู้สึก
ประโลมใจ หรือ มีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นน่า แม้มิได้พูดคุยด้วย
ก็ตาม ขอเพียงได้อยู่ใกล้ดังคำว่า เพียงแค่ได้กลิ่นก็ยาใจแล้ว
            ส่วนคำว่า ยอดชาย ก็มีความหมายที่ไม่ต่างกันมาก
ในละครได้บอกไว้ในการแสดงออกถึงท่วงท่าและการพูดจา
ซึ่งแน่นอนว่าการนำเสนอมีการนำเสนอที่ดีมากเพราะคำว่า
ยอดชายนั้นหมายถึงการดำรงอยู่ของสิ่งที่เรียกว่า เป็นในการพึ่งพิง
ได้ทุกเวลาและทุกสถานการณ์ นั้นคือชายใดที่เมื่อหญิงได้อยู่
ใกล้ก็จะมีความรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยทุกครั้ง และที่สำคัญ
คือเป็นผู้ที่จะมีหญิงคนนั้นเพียงหนึ่งเดียวในใจตลอดไป
            ละครที่ดูได้แม้จะไม่ต้องแสดงอารมณ์เกลียด หรือโกรธ
จนหน้ามือตามัวมองไม่เห็นประโยชน์อันใดที่จะเสนอเลยนอก
จากมอบความสะใจให้คนดูเท่านั้น แต่หาได้มอบประโยชน์
อันใดเลยที่จะนำไปใช้ได้ในชีวิด นอกจากดูแล้วก็แล้วกัน
            เป็นไงนี่เป็นการแสดงความคิดเห็นแล้วส่งมาเห็นว่า

น่าใจมากก็เลยนำมาลงให้ เพราะเข้าท่าดี

วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2556

อารมณ์

อารมณ์
            อารมณ์เป็นสิ่งพื้นฐานที่คนทุกคนจะใช้แสดงออก
ถึงความรู้สึกในขณะนั้นว่าตอนนี้เราเป็นเช่นไร ทุกข์ หรือ
สุข และหรือว่า เฉย ๆ การข่มอารมณ์ก็คือการข่มความรู้สึก
เก็บกดในสิ่งนั้นเอาไว้ คนที่รู้จักข่มใจตนเองไม่ให้แสดงออก
ว่าตอนนี้มีอารมณ์เช่นไรมักจะเป็นผู้ที่จะทำให้ทุกคนยำเกรง
ซึ่งก็ต่างกันมากกับผู้ที่จะแสดงออกทุกครั้งและในทันทีที่
เกิดอารมณ์เพราะการไม่รู้จักเก็บอารมณ์จะทำให้เสียเพื่อน
และไม่มีผู้ใดยำเกรงจะมีได้ก็แค่ทำให้ผู้ใกล้ชิดกลัวและไม่
อยากเข้าใกล้
            อารมณ์ถ้าแม้นเกิดกับผู้ที่ไร้ภาวะทางจิตก็จะก่อให้เกิดความ
เสียหายตามมา ไม่ใช่แต่กับตนเองแลคนใกล้ชิดแต่อาจจะ
นำความเอาอารมณ์ที่มีทั้ง โกรธ และ เกลียด ไปสุมให้กับผู้
ที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งถูกหรือผิด เนื่องเพราะคนทุกคนชอบ
เอาความของตนเองไปบังคับให้คนอื่นเชื่อหรือต้องเชื่อ
ตามตนเอง ในขณะที่คนบางคนก็พร้อมที่จะเชื่อและรับเอา
อารมณ์ของคนผู้นั้นมาเป็นอารมณ์ของตนเองเสียที่เค้าเรียก
ว่ามีอารมณ์ร่วม ไม่ว่าจะถูกหรือถึงรู้ว่าผิดก็ยังยอมที่จะเชื่อ
            ในขณะที่มีมากที่ไม่เชื่อหรือคล้อยตามอารมณ์ของ
คนที่พยายามโน้มน้าวให้เชื่อ แต่คนที่มีภาวะทางจิตใจที่ฝีกมา
ดีแล้วจะรู้จักคิดก่อนที่จะเชื่อหรือคล้อยตามอารมณ์ของบุคคล
นั้น ๆ การใช้อารมณ์ของตนเองจนเคยชินและบังคับให้ผู้อื่น
ทำตามอารมณ์ของตนเองเป็นอะไรที่อันตรายทั้งต่อตนเอง
แลสังคมที่อ่อนไหวที่พร้อมจะเชื่อในทุกสิ่งและพร้อมจะ
ทำในทุกอย่างขอแต่เพียงสั่งมาเท่านั้น
            สังคมที่ยอมรับเอาอารมณ์ของผู้อื่นมาใส่โดยไม่คิด
ว่าผลที่ตามจะเป็นอย่างไรย่อมน่ากลัว น่ากลัวว่าสังคมนั้น ๆ
จะอยู่กันอย่างไรต่อไป


วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความคิด

ความคิด
            สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนเราแตกต่างกันคือความคิด ความคิด
เป็นสิ่งที่คนเรามีกันทุกคนแล้วแต่ว่าคิดกันแบบไหน และไม่ว่า
เราหรือคุณจะคิดกันอย่างไรสิ่งที่น่ากลัวก็คือ การนำความคิด
ไปสุ่มให้กับผู้อื่น ที่เราเรียกกันว่านักเคลื่อนไหว
            คนที่พูดเป็นแต่จะเป็นนักพูดที่ดีได้จะต้องเรียบเรียงความคิด
ให้ดีและต้องให้อยู่กรอบของการสร้างสรรค์ นักคิดมักคิดก่อน
แล้วค่อยนำเสนอ ต่างจากคนช่างพูด คือพูดได้แต่จะจำสิ่งที่
ตัวเองพูดไม่ได้
            คนที่จะเป็นผู้นำที่ดีจะต้องเป็นนักคิดที่มีเหตุและมีผล
รองรับความคิดนั้น ๆ เป็นเหตุผลที่ไม่ขัดทั้งหลักกฎหมายและ
ไม่ผิดต่อจริยธรรมทั้งต่อตัวเองและผู้อื่นด้วย(ที่ไม่ใช่ผู้ตาม)
คนเราคิดเป็นทุกคนแต่คิดแล้วทำให้ในทางปฏิบัติหรือไม่
นั่นคือปัญหา การเดินเลียบคลองแต่ไม่ยอมข้าม แล้วจะไป

ถึงอีกฝั่งได้อย่างไร 

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ความในใจ

ความในใจ
            ส่งความคิดถึง
รำพึงถึงแด่ทรามวัย
อยู่แดนแคว้นใดไกลใกล้
ส่งใจสู่ฝันของเธอ
คืนวันเคลื่อนคล้อย
ยังคอยเธออยู่เสมอ
มองจันทร์รำพันถึงเธอ
ละเมอทุกเสี้ยวนาที
            อยู่ไหนกันหนอ
เฝ้ารอเจ้าร่วมชีวี
กลับมาร่วมฝันที่นี่
ที่มีเพียงฉันและเธอ
โปรดฟังคำเพ้อ
พี่รอพบอยู่เสมอ
คืนนี้จะฝันถึงเธอ
ว่ากอดเธอไว้แนบหัวใจ

ส่งสาสน์

            ฝันถึงใครบ้างหนอในคืนนี้
จันทร์ริบหรี่เพราะแสงจันทร์บังบดหาย
แต่โฉมน้องข่มจันทร์จนหมองไป

เชิญน้องกรายสู่ฝันขวัญเจ้าเอย

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ใช่เพราะรัก

เธอเคยหัวเสียเพราะฉันหรือเปล่า
เพราะถ้าใช่ฉันคงภูมิใจมาก
เพราะนั่นย่อมแสดงว่าเธอยังรักฉัน
หนทางถึงแม้มันจะขรุขระแต่ว่ายังมีทางให้ไป
เธอว่าหนึ่งเดือนจะมีสักกี่วัน
สำหรับฉันมีเพียงแค่วันเดียว
วันที่เพียงหัวใจเรายังไม่ลืมกัน
สมองบางส่วนของฉันอาจทำงานช้า
แต่นั่นแหละเพราะหมายถึงวันเวลาอาจช้าลง
บางสิ่งบางอย่างอาจดูไม่น่าสนใจสำหรับเธอ
แต่ทุกสิ่งที่เป็นเธอฉันจำได้เสมอนั่นเพราะ
ความรัก ฤา  ไฉน
กลางคืนบางคนอาจมองไม่เห็นเงา
ที่จริงเวลากลางคืนก็เงาเหมือนกันเพียงแต่
คนเราไม่สนใจที่จะมองว่ามีดังนั้นคนบางคน
จึงมองไม่รู้ว่าความรักคืออะไรความรักคือสิ่งที่
ไม่แม้แต่คนอื่นจะสนใจในบางสิ่งที่ลางเลือน
เหตุเพราะความไม่ชัดในสิ่งนั้นแต่ทึกทักว่าไม่มี

เหมือนเงาในยามค่ำคืนนั่นแล

วันอาทิตย์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ช้างเท้าหลัง


ช้างเท้าหลัง
***”ผู้ชายเป็นช้างเท้าหน้าหญิงเป็นช้างเท้าหลัง”
โบราณกล่าวไว้ถ้าในคนที่ไม่รู้จริงอาจกล่าวหาว่าคนโบราณ
เห็นแก่ตัวแลเอาเปรียบสตรีที่เป็นภรรยาของตัวเอง
เป็นเพียงผู้ตามเท่านั้น เหมือนที่เท้าหลังย่อมต้อง
ตามเท้าหน้าเสมอ แต่ก่อนนานกาลแม้ทุกวันนี้ผู้ชาย
มักต้องออกหน้าทุกอย่าง(อาจเปลี่ยนไปแล้วก็ได้)
ต้องออกศึกสงคราม ต้องออกเดินทางเพื่อการสร้าง
ฐานะให้ครอบครัว และต้องแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับ
ครอบที่แต่ก่อนเป็นครอบที่ใหญ่มาก
***แต่การเป็นช้างเท้าหลังก็ใช่ว่าจะเป็นผู้ตามเสมอไป
คนโบราณแต่ก่อนก็ใช่ว่าจะอุปมา-อุปมัย ให้ภรรยาของ
ตนเองไม่มีค่าก็หาไม่ แต่คำว่า ผู้หญิงเป็นช้างเท้าหลัง
ดูจะให้เกียรติและยกย่องแก่ผู้หญิงที่เป็นเพศแม่เสียมาก
เหตุผลที่คนอื่นอาจนึกไปไม่ถึงแลอาจไม่อยากที่จะ
นึกถึงเหตุผลที่แท้จริงว่าเป็นอย่างไรก็เพราะการสั่งสอน
ต่อ ๆ กันมาต่างหากที่ทำให้คำที่ทรงพลังนี้กลับกลาย
เป็นเพียงผู้ตามเสียทั้งหมด
***การเป็นเท้าหลังนี้ทรงพลังอย่างไร นึกถึงตอนที่
เราจะต้องใช้กำลังเพื่อดันหรือผลักอะไรสักอย่าง
เท้านี้แหละที่จะช่วยยันและยังทำให้ร่างกายส่วน
อื่นๆ ได้มีหลักอันมั่นคง  แม้แต่คชสารที่ออกสงคราม
ยังใช้เท้าหลังในการยันช้างข้าศึกและตรึงช้างข้าศึก
เอาไว้เพื่อจะได้ทำการเผด็จศึกนั้น ๆ ช้างเท้าหลังยัง
หมายเอาการควบคุมแลดูแลบริวารให้อยู่ในระเบียบ
อันหมายถึงความสงบภายในครอบครัวอีกด้วย
***แต่ที่จะผ่านไปเสียมิได้คือ ผู้หญิงที่เป็นช้างเท้าหลัง
นี้เป็นทั้งผู้ให้ความมั่นใจ เป็นผู้สร้างเกียรติ เป็นผู้หนุนหลัง
ความสำเร็จ เป็นกำลังใจแม้ในยามที่มิได้เห็นกันเลย
อีกทั้งสตรีที่เป็นช้างเท้าหลังยังมีส่วนที่ทำให้ชายที่ตน
รักมีชื่อเสียงในทางอ้อมอีกด้วย ด้วยคำว่า แม่บ้านแม่เรือน
คำนี้เป็นเกียรติ และศักดิ์ศรีที่ผู้ชายทุกคนต่างก็อยากได้
เป็นเพื่อนคู่คิด แลเป็นมิตรแท้ในยามยาก
***เท้าหลังมิได้มีให้เพียงแค่เดินตามแต่หมายความถึง
ว่าพร้อมทุกเวลาในค้ำ ยัน ดัน หรือแม้แต่ส่งให้ไปได้
ไกลกว่าเดิมอีกด้วย ต่อไปนี้ไม่ว่าจะลำบากแค่ไหน
ขอเพียงให้รู้ว่ายังมีสิ่งที่จะช่วย ค้ำ ยัน ผลัก  เพื่อความ
มั่นคงในจิตใจก็จงรัก และให้เกียรติ หญิงที่ยีนอยู่
ข้าง ๆ ให้มาก ๆ เพราะนั่นเป็นกำลังใจที่คุณสัมผัสได้
มิใช่นามธรรมอันเลื่อนลอยอีกต่อไป

วันพุธที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2556

โรงหนังท่าฉลอม


โรงหนังท่าฉลอม
***โรงหนังท่าฉลอมจำได้ว่าอยู่เยื้อง ๆ กับบ้านยาย
ถ้ามาจากท่าข้ามฝากโรงหนังจะอยู่ทางฝั่งขวามือ
โรงหนังท่าฉลอมในความทรงจำเมื่อเข้าไปจะมีม้านั่งที่
เป็นไม้ติดกับจอเป็นม้านั่งยาว ๆ ถัดขึ้นไปเรื่อย ๆ
ก็จะเป็นม้านั่งไม้เหมือนกันแต่จะเป็นม้านั่งแยก
เป็นตัว ๆ รู้สึกว่าจะพับได้ด้วย เสริมด้วยแอร์พัดลม
ตัวใหญ่มาก ตั้งอยู่แถบจะตลอดแนวของทางเดิน
***ภายในโรงหนังก็ไม่ใหญ่และก็ไม่เล็ก ถ้าจะเข้าห้อง
น้ำก็เชิญได้ทางหลังจอทั้งอุจจาระทั้งปัสสาวะ
เต็มไปหมด ช่วงเด็กจะไม่ค่อยเสียเงินเพราะ
จะคอยมุดเข้าไปดูหนังกันคนเก็บตั๋วก็ไม่ว่าอะไร
เพราะว่าเราเป็นเด็กกระมัง ยิ่งตอนหนังฉาย
ใกล้จบใครอยากเข้าก็เชิญ
***เสน่ห์ของโรงหนังท่าฉลอมที่จำได้คือเมื่อ
โรงหนังเปิดขายตั๋วจะเปิดเพลงท่าฉลอมแต่ก็จำ
ไม่ค่อยได้แม่นนักเพราะมีเพลงที่สำคัญอยู่ 2 เพลง
นั้นคือเพลงท่าฉลอมในสมัยนั้นร้องโดย ชรินทร์
นันทนาคร และเพลงไทยสามัคคีสี่เหล่าก็เลยไม่
รู้ว่าเพลงไหนขึ้นก่อนแต่ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น
เพลงท่าฉลอมเปิดก่อนและก่อนจะทำการฉายหนัง
ก็จะปิดท้ายด้วยเพลงไทยสามัคคีสี่เหล่า ถ้าใคร
ที่ยังจำได้ก็ช่วยมากระตุ้นความจำกันบ้างนะครับ
***เดี๋ยวนี้กลับไปอีกทีช่วงปี 49 ก็ไม่มีโรงหนัง
ท่าฉลอมอีกแล้วรู้สึกว่าจะเป็นธนาคารรึไงนี่แหละ
เสียดายนะครับเพราะเป็นอะไรที่เป็นเอกลักษณ์ของ
ท่าฉลอมอีกอย่างหนึ่งที่น่าจะอนุรักษ์ไว้แต่ก็อย่าง
ว่าทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง คิดถึงเสมอ “ท่าฉลอม”

วันพฤหัสบดีที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ท่าฉลอม


ท่าฉลอม
***ท่าฉลอมอยู่ใกล้มหาชัยเพียงข้ามลำน้ำเท่านั้น
จำได้ว่าขึ้นฝั่งท่าฉลอมจะเป็นโป๊ะต่อขึ้นไปก็เป็นทาง
เดินที่ตีขึ้นจากไม้เป็นทางยาวออกไปขึ้นถนนระหว่างทาง
จะมีรถสามล้อถีบจอดรอกันอยู่เป็นแถวในที่นั้นก็มีลุงพัน
ลุงบุญรวมอยู่ด้วยบางทีแถวอาจยาวไปถึงโรงงาน
ทำปลากระป๋องเราเรียกกันติดปากว่า โรงงานติ้งห่วย
สะกดถูกหรือเปล่าก็ไม่รู้
**สมัยก่อนพอพ้นเรือก็เดินไม่ใครได้ขึ้นสามล้อกันนัก
เพราะต้องประหยัดเงินอีกอย่างเดินก็สนุกดีเพราะไม่ไกล
ประมาณ 3 กิโลได้กระมัง จำได้ระหว่างทางต้องผ่านโรงงาน
ติ้งห่วย ก่อนเดินไปสักพักก็จะเป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่ทำปลา
ตากแดดขายคือจะนำปลาไปทำให้ละเอียดแล้วนำไป
ยีเป็นวง ๆวง ลงบนอวนตาเล็ก ๆ พาดตกแดดกันเป็นกลุ่ม
แล้วก็จะมีเฉพาะตรงบริเวณนั้นเท่านั้นเพราะเลยออกไปก็
ไม่มีแล้ว
**ที่จำได้อีกทีหนึ่งก็เห็นจะเป็นโรงนำปลาที่นี่จะอยู่เลยชุมชน
ทำปลาแพมานิดหน่อยเป็นโรงงานทำน้ำปลาผมต้องมา
ซื้อน้ำปลาที่นี่ทุกครั้งเวลาที่แม่ให้มาธุระที่ท่าฉลอม
โอ้เกือบลืมก่อนถึงโรงน้ำปลาต้องผ่านศาลเจ้าแม่
“ลิ้มกอเหนี่ยว” ก่อนศาลจะอยู่ทางขวาถ้ามาจากท่าน้ำ
แล้วจะมีโรงงิ้วอยู่อีกฝั่งของถนน เดินไปเรื่อยจะเจอ
ศาลเจ้าอีกหลังอยู่ฝั่งขวาเหมือนกันแลก็มีโรงงิ้วอยู่
ฝั่งถนน ก็ถึงบ้านยายแล้วละครับเพราะอยู่ติดกับโรงงิ้ว
นั่นเอง
***บ้านยายจะอยู่เยื้อง ๆ กับโรงหนังท่าฉลอมคือบ้าน
ยายอยู่ฝั่งซ้ายโรงหนังอยู่ทางฝั่งขวา (ทุกวันนี้โรงหนัง
ไม่มีแล้วเพราะรู้สึกว่าจะเปลี่ยนไปเป็นธนาคาร)ใครรู้
ก็ช่วยตอบมาด้วยนะครับเพราะไม่ได้มาเกือบ 20 ปีได้
กระมังที่นี่น่าอยู่เพราะเงียบและผู้คนก็มีอัธยาศัยที่ดี
มาก ๆ เสียอย่างเดียวผีเยอะมาก(เพราะตอนเป็นเด็ก
โดนหลอกบ่อยมาก
**ถ้าได้เดินเล่นวันเดียวก็ทั่วท่าฉลอมแล้วเพราะจากบ้าน
ยายไปทางท้ายบ้านอีกนิดก็จะเป็นศาลเจ้าพ่อกวนอู ศาล
นี้จะหันหน้าออกแม่น้ำธรรมซาติสวยดีครับถ้าต้องการไป
วัดช่องลมก็ออกไปทางถนนที่จะไปสมุทรสงครามคือ
จะอยู่บริเวณที่จะออกจากท่าฉลอมโดยทางรถนั่นเอง
แถวนั้นจะเป็นวงเวียนที่จะเวียนไปยังท่าข้ามฝากหรือ
เลี้ยวถ้ามาจากทางธนาคารเลยมาอีกนิดจะมีทางที่
ให้รถวิ่งผ่านเป็นทางแยกที่ซ่อนตัวอยู่ตรงมุมตึกมาสักหน่อย
ก็จะเจอวงเวียนถ้าเลี้ยวซ้ายก็จะเจอวัดช่องลมแล้ว
ก็วิ่งตามทางจะออกถนนมุ่งหน้าลงใต้ได้เลยแต่ถ้า
อ้อมวงเวียนมาแล้ววิ่งตรงก็จะเจอท่าเรือข้ามฟาก
***เป็นไงงงมั้ยผมก็งงคือไม่ใช่นักเขียนแต่คิดถึงบ้าน
เก่าก็เลยเอาเท่าที่จำได้ก่อนแล้วก็ค่อยย้อน ๆ เอา
ที่หลัง แล้วจะกลับมาใหม่ใครที่จำว่าท่าฉลอมในอดีต
เป็นอย่างไรก็เล่าสู่กันฟังบ้านนะครับเผื่ออาจเป็น
คนเคยรู้จักกันมาก็ได้